ไข่ขาวไข่แดง...

posted on 15 Mar 2011 10:57 by lek23tann

บนรถระหว่างทางมุ่งหน้าไปเมืองโกลด์โคสต์(Gold Coast) เมืองชายทะเลที่ได้ชื่อว่า

“สวรรค์แห่งการโต้คลื่น” อาแจ๊คกี้คนไทยเชื้อสายจีนโชเฟอร์ของเราเล่าให้ฟังว่า

ออสเตรเลียเป็นเกาะที่มีภูมิประเทศเหมือน “ไข่ดาว” แกพูดจบแล้วยิ้มฟันหรอหัวเราะยียวนแหะๆ 

รอให้เราสงสัย

แกว่าไข่แดงคือตรงกลางประเทศที่เป็นทะเลทรายแห้งแล้งไม่ค่อยน่าอยู่ ส่วนไข่ขาวด้าน

ข้างๆทั้งหมดก็ให้คิดว่าเป็นป่าเขา มีสัตว์ป่ารวมทั้งพืชผักมากมายและถูกโอบรอบไปด้วย

มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก                                                                                                                                          

ผมค้นหาใน”กูเกิ้ล” พิมพ์  " ออสเตรเลีย ไข่ดาว"  กดค้นหาดังป้าบได้ความว่า

Dhoom Dhoom(super Dhoom)เปลี่ยนหน้าอกแบบไข่ดาวให้เป็นมะตูม”

“หมดปัญหาอกเล็กไข่ดาว/คล้อยเหลวหลังมีบุตร”

 
  .....กำ!  คนละเรื่องกันเลย
ไม่ได้ดังใจผมเลยหันมาใช้ระบบอนาล็อกแทน คว้าแผนที่ลูกโลกขึ้นมาดูไล่นิ้วผ่านประเทศไทย
เลื้อยลงมาทางขวาลากลงด้านล่างมาหยุดที่เกาะใหญ่ที่อยู่ระหว่างมหสมุทรอินเดียกับแปซิฟิกแล้ว
ก็เห็นจะเป็นจริงอย่างที่แกว่าเพราะเมืองใหญ่ๆ หรือเมืองท่องเที่ยว เมืองชื่อคุ้นหูอย่าง เพิร์ธ  อัลบานี่        
เมลเบิร์น แคนเบอร์ร่า(เมืองหลวง) ซิดนีย์ โกลโคสต์ บริสเบน ทั้งหมดนี้อยู่ริมชายฝั่งทะเลทั้งนั้น 
ส่วนเมืองที่อยู่ตรงไข่แดงก็ไม่ต้องไปพูดถึงเพราะน้อยคนนักจะเคยได้ยินหรือได้ไป แม้คนออสซี่
เองก็ยังไม่อยากจะไปตากแดดกลางทะเลทรายให้เหี่ยวแห้งชีวิต

“ก็เชื่อมั้ยล่ะว่าถ้าใครจะขับรถตัดผ่านเข้าไปข้างในนะ หมายถึงเข้าไปใกล้ทะเลทราย

หรือชนบทข้างในจะมีตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ถามแล้วจดบันทึกมาเราจากไหน จะไปไหน

กี่วัน เพราะถ้าเข้าไปแล้วยังไม่กลับออกมาตามที่แจ้งไว้จะได้เข้าไปช่วยเหลือ อาแจ็คกี้

ดูจะชอบขยายความไข่แดงเป็นพิเศษ

คิดเล่นๆว่าถ้าเมืองท่องเที่ยว เมืองท่า เมืองอุตสาหกรรม หรือเมืองแห่งการค้าการลงทุน 

หรือพูดง่ายๆว่าเมืองสำคัญต่างกระจายอยู่บริเวณไข่ขาวซะหมด อสสเตรเลียคงเป็นประเทศ

ที่ยังบริสุทธิ์อยู่มากเพราะไข่แดงยังไม่มีคนเข้าไปยุ่มย่ามนัก แม้แต่เที่ยวบินที่ผมนั่งมาถ้าเอา

ไม้บรรทัดลองทาบลงบนแผนที่  กรุงเทพ-บริสเบน ก็ยังได้แค่เฉี่ยวๆไข่แดงแค่นั้นเอง........

เรื่องไม่เข้าท่า

posted on 26 Apr 2010 11:40 by lek23tann
สงกรานต์เลือดปี'53  -   13เมษายน ผมนั่งมองลงมาด้านล่างที่กำลังสาดน้ำใส่กันครึกครื้นผสมกับเสียงเพลงที่เล่นผ่านชุดเครื่่องเสียงตัวใหญ่ดังลั่น  ส่วนอีกฝั่งของเมืองมีบรรยากาศขุ่นมัวที่กลุ่มคนเสื้อเแดงเรียกร้องให้ยุบสภา!

ล่อกันจนหัวร้างข้างแตก (แตกด้วยลูกปืน)เลือดนองถนนและป่านนี้คงโดนน้ำสงกรานต์ชะล้างทิ้งไปหมดแล้ว

ประมาณหนึ่งเดือนกว่าๆมาแล้วที่กลุ่มเสื้อแดงเคลื่อนพลเข้าเมืองหลวงปักหลักชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้า แยกราชประสงค์จนมีเหตุรุนแรงชาวประชาเครียด ท่องเที่ยวหด หุ้นตก ฝรั่งหนี ญี่ปุ่นตาย 9ล9.

เฮ้อ!แซี่ยแม่งเศ้า

แม้ที่ผ่านมารัฐบาลได้เปิดเจรจากับเสื้อแดงที่ถือว่าได้รับการพูดถึงเป็นวงกว้างต่อการเปิดใจรับฟังของรัฐบาลที่มีต่อผู้ชุมนุม แต่ประเด็นตกไปทันทีเมื่อในห้วงเวลาเดียวกันดันมีศัพท์ใหม่ที่ใช้เป็นวงกว้างในสังคม "เหวง"

การเจรจาไม่่ได้ข้อยุติ ต้องยุบ กุไม่ยุบ ต้องยุบ กุไม่ยุบ! คล้ายเด็กแย่งขนมดึงกันไปดึงกันมา พี่เลี้ยงกำลังกินลูกชิ้นเสียบไม้อยู่เห็นเข้าก็วิ่งเข้ามาห้าม พลันไอ้เด็กเกรียนดึงกันจนซองขนมฉีกขาด อดแดกทั้งคู่ไม่พอท่อนแขนของเด็กเกรียนยังสะบัดไปโดนไม้เสียบลูกชิ้นทิ่มทะลุหัวใจพี่เลี้ยงซะงั้น "ตายคาที่"โอ้แม่เจ้า  แซี่ยแม่งเศ้า!

รัฐบาลกับเสื้อแดงเถียงกันว่า
ยุบ
ไม่ยุบ
ยุบ
ไม่ยุบ
กองเชียร์ในเว็บไซด์เถียงด่ากันว่า
เสื้อแดงถ่อย
ไอ้นายกหน้าด้าน
ไอ้ปลาร้า.........
เหล่าองค์รักษ์ทั้งสองฝ่ายต่างก็แสดงความคิด(เอาเอง)ว่ามันต้องอย่างนั่นอย่างนี้  สาดโคลน วิจารณ์ กันไม่ทันไรก็มีเรื่องให้แสดงควมเห็นกันอีกแล้วเมื่อเกิดการประทะกันที่ราชดำเนิน
ทีนี้ล่ะเล่นกันถึง เว็บล่ม คอมพ์เจ๊ง เมาส์พัง
"ไอ้ฝัด พวกนั้นมันยิงมาจากข้างบน"
ไอ้เสฯฉวนมันลอบกัด"
"ทหารอยู่บนตึก"
 "แล้วใครเห็นมั่งวะ
      ???
ทุกวันนี้ผู้คนชอบจะเป็นผู้รู้ก่อน รู้เร็ว รู้คนแรก แป๊ปเดียวอัพลงเฟสบุ๊ค  ไฮไฟว์ บล๊อก กระดานกระทู้แสดงความเห็นอย่างมีอคติ สิ้นสติแล้วไปโต้เถียง วิจารณ์ หยาบโลนเลยเถิดไปกว่าข้อมูลข่าวที่ตนเองมีเสียอีก
พวกที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายบนท้องถนนนั่นว่าดูน่ากลัวแล้ว แต่ถ้ามาดูสงครามสื่อในเว็บพวกนี้แล้วแม่ง...
สยองว่ะ! 
                                
                                        

 

บนเครื่องบินจิมโบ้เที่ยวบิน ทีจีสี่เจ็ดสาม สายการบินไทยกำลังทะยานแหวกอากาศฝ่าความมืดต้านแรงโน้มถ่่วง บนความสูงระดับเหนือกว่ายอดเขาเอเวอร์เรสต์ขึ้นไปอีกสองพันเมตร คาวมเร็วพันกิโลเมตรต่อชั่วโมง อุณหภูมิติดลบหกสิบองศาฯ มอนิเตอร์ที่เบาะนั่งบอกไว้อย่างนั้น

อารามจิตตกผสมย้ำคิดย้ำทำ ผมนึกนับอุปกรณ์ทั้งหมดที่มีว่าครบถ้วน แต่แม้จะไม่ครบซะแล้วก็คงไม่มีโอกาสได้กลับไปเอามาได้ก็ตาม กระเป๋าเสื้อผ้า กล้อง กระเป๋าอุปกรณ์  ขาตั้ง บลาบลาบลาาาา เก้าลอเก้า

ครบ! ....................  ผมรู้สึกผ่อนคลาย

เพอร์เฟค! .............จะเป็นอย่างนั้นถ้านกเหล็กลำนี้บินขึ้นเหนือไม่ใช่ทิ่มลงตะวันออกเฉียงใต้อย่างนี้

 

ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่น่าเบื่อ เซ็งกับงานประจำจนอยากจะออกจากโลกใบเดิมให้พ้นๆไปเสีย  หรือเรียกเก๋ๆหน่อยว่าออกไปหาแรงบันดาลใจ 

แต่ขอโทษเถอะครับ  ถุยย! ใช้คำว่าเที่ยวแหละดีละ (แล้วจะพูดหาพระแสงของ้าวทำไม)

หนังสือท่องเที่ยว เว็บไซต์ ไกด์บุ้ค ถูกเปิดออกตามหมุดหมายที่อยู่ในใจมานานนม  "จีน รัสเซีย  รถไฟสายคลาสสิค" (ลั้น ลา)

มันยาวววใหญ่  มันเป็นสายรถไฟที่ยาวสุดในโลกจนคุณสามารถออกไปอยู่บนดาวเทียมนอกโลกสักดวงแล้วมองลงที่โลก  ยังเห็น!

มันยาวนาน  เพราะถ้าคุณโดดขึ้นที่ต้นทางลากกันยาวๆจากประเทศจีนขึ้นเหนือนั่งถ่สงตูดคร่อมประเทศรัสเซียด้านตะวันออกแล้วแวะเที่ยวสีกเมืองสองเมืองระหว่างทางแล้วไปต่อจนจรดมอสโคว์ฝั่งยุโรปก็ใช้เวลาไปแล้วร่วมครึ่งเดือน

  

แล้วไหนๆก็ระบมแก้มก้นมาจนถึงยุโรปแล้วถ้าตังค์ไม่เหี้ยนไปซะก่อนจะให้กลับบ้านก็คงยากส์ เที่ยวต่ออีกสิบวันแล้วกลับเทพฯมาคุยให้สนั่นครืนไปเลยทั้งบริษัท

การลางานหนึ่งเดือนมันคงเหี้ยมโหดเกินไป  แผนการทั้งหมดถูกผู้หวังดีพับเก็บโยนลงตะกร้าแล้วตามเข้าไปซ้ำแผนการนั้นจมกองเลือด 

แท้งเรียบร้อย!!

 

เครื่องบินลำเดิมบินฝ่าคาวมมืดมาแล้วหลายชั่วโมง  ผมหลับตื่นอยู่หลายรอบอาจเป็นเพราะไม่ได้นั่งนิ่งๆนานๆอย่างนี้บ่อยนัก  แม้ปกติต้องเดินทางต่างจังหวัดเป็นประจำแต่ก็ใช้รถบริษัทที่นึกจะจอดแวะได้ตามสะดวก  แต่บนเครื่องบินจะลุกขึ้นมายืนบิด สะบัดอวัยวะบ่อยๆก็เกรงใจคนข้างๆ  แต่ก็อย่าคิดไปว่าจะไม่มีใครทำเพราะครั้งหนึ่งที่ผมเคยบินไปอินเดียแค่ไม่กี่ชั่วโมงพี่บังแกเล่นลุกขึ้นมายืน เดิน คุย บิด สะบัด แหกปากคุยข้ามเบาะ รวมถึงยืนจับกลุ่มคุยกันดังลั่นเครืื่องบินจนหลงไปว่านี่มันเครื่องบิน หรือรถเมล์ฟระ

ตุ๊ง! ในความเงียบมีสัญญาณดังนุ่มๆให้รู้ว่ากัปตันมีเรื่องอยากแจ้งให้รู้ว่าอีกไม่นานจะนำเครื่องลงจอดที่เมืองบริสเบน รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย 

"ปรับเบาะให้ตรง เปิดหน้าต่างด้วยนะคะ" ใครเคยขึ้นเครื่องบินมักจะได้ยินและเห็นแอร์โฮสเตสมาคอยบอกเวลาเครื่องบินจะขึ้นหรือจะลงทุกครั้ง  และผมก็สงสัยมานานแต่ไม่เคยถามสักที 

 ภายในระยะเวลาสิบห้านาทีในขณะเครื่องบินทำการขึ้นบิน และทำการลงจอดถือเป็นช่วงสำคัญและระทึกที่สุดตลอดทั้งไฟล์ตบิน ก็พอเข้าใจได้ว่าถ้ามีเหตุฉุกเฉินอะไรอย่างน้อยๆท่านั่งหลังตรงจะเป็นท่าที่พร้อมรับสถานการณ์ได้ดีกว่าท่านอน

แล้วเปิดหน้าต่างล่ะ?

ที่คาดเดาเอาไว้ก็ดูจะไม่ได้ใกล้เคียงเอาเสียเลย  ให้ชมวิว  ให้หน่วยกู้ภัยเห็นเผื่อจะต้องทุบกระจกเข้าไปช่วย เครื่องไถลบนรันเวย์โครม ทุบกระจกช่วย  เออ!อันนี้ไม่แน่เหมือนกัน

ทั้งหมดแค่คาดเดาแต่ถ้าให้เปิดหน้าต่างเฉพาะตอนลงจอดล่ะก็พอเดาไหวว่าตอนแลนดิ้งคงมีเสียงชัตเตอร์ แชะ แชะ แชะ ระรัวอยู่ด้านนอก  แล้วพอคุณเดินออกจากตัวเครื่องบินจะมีเจ้าหน้าที่เอารูปที่ถ่ายคุณตอนเผลอเมื้อกี้ปริ๊นต์สติ๊กเกอร์แปะบนจานกระเบื้องมีขาตั้งเล็กๆ แล้วถามว่า "ซื้อไว้เป็นที่ระลึกมั้ยครับพี่"

 ********

 

หลังอาหารเย็นเราแยกย้ายออกมาเดินเปิดหูเปิดตาซึมซับบรรยากาศแบบยุโรปๆ ความศิวิไลซ์ของสายน้ำและลำ คลองยามเย็นในอัมสเตอร์ดัม  ตลอดสามวันสังเกตเห็นปริมาณผู้คนในเมืองค่อนข้างหนาแน่นเแต่การจราจรยัง สะดวกดี อยู่คงเป็นเพราะไอ้รถรางไฟฟ้าที่วิ่งไปมารวมทั้งความนิยมจักรยานที่ชาวดัตช์ใช้เป็นพาหนะประจำตัว

 

พวกเราหลงไปกับความศิวิไลซ์จนไม่รู้เวลา เฮ้ย! สามทุ่มแล้วเหรอแสงโพล้เพล้ยามเย็นกินเวลานานเสียจนใครในกลุ่ม ตกใจเมื่อเหลือบมองเข็มนาฬิกา      แสงของวันเพิ่งถูกความมืดเข้ามาปกคลุมอัมสเตอร์ดัมในฤดูที่มีกลางวันแสนยาวนาน 

 

 

 

อากาศเย็นจัดจนผมต้องรูดซิปเสื้อกันหนาวขึ้นมาถึงคอ  แสงสีส้มฉายทาบวัตถุตกเป็นเงาด้านหลังคือตึกเก่ามีหอนาฬิกาตั้งเด่นเป็นสง่า  รถรางไฟฟ้าวิ่งไปมาเหมือนเป็นฉากละครโรแมนติก


ผมไปสะดุดตากับชายสวมหมวกเคราเข้มดูมอมแมมทับด้วยเสื้อคลุมสีดำมีทีท่าลับๆล่อๆคอยเดินทักผู้คนที่ผ่านไปมา  แน่นอนล่ะว่าละแวกนี้เป็นที่เที่ยวกลางคืนคงไม่มาเสนอขายบ้านจัดสรรแน่นอน 

โป๊มั้ยพี่”   เอ็มพีสามมั้ย  ก็คงไม่ใช่  โชว์ โน ชาร์จ  แท็กซี่  ก็ไม่ใช่อีกนั่นล่ะ 

แกเดินมาใกล้จนลมหายใจแทบรดขนจมูกแทบจะแนบกันอยู่รอมร่อ  แล้วแกพูดว่า


๒๓๔๔฿฿๕๕

แก พูดอะไรไม่รู้ ไม่พูดเปล่ามือก็ล้วงเข้าไปในเสื้อคลุมควักซองบางอย่างออกมาแม้จะอยู่ในที่ มืดแต่พอจะมองเห็นคล้ายเป็นยา

แต่คงไม่ใช่วิตามินซี หรือพาราเซตาม่อนแน่ล่ะ เราเซย์โนแล้วเดินจากมาพลางสงสัยว่ามันคือยาอะไร เฮ้ย ข้างหน้ายังมีอีกว่ะ

 

ในเครื่องแบบคล้ายกันแกเดินโซเซเหมือนกัน ดูท่าทางพี่แกคงขายเองพี้เองด้วยล่ะมั้ง โน โน เราตัดใจไม่

อยากรู้แล้วเดินห่างๆไว้ดีกว่าขืนเข้าไปยุ่มย่ามอาจได้นอนหนาวในซังเตไม่รู้ตัว

 

 

หลบจากพ่อค้ายามายืนอยู่หน้าบาร์สไตล์ฮิปปี้นิดๆ โมเดิร์นหน่อยๆ เมื่อผลักประตูเข้าไปกลิ่นหอมคุ้นๆจมูกลอยมาอ่อนๆ  ภาย ในร้านไฟสลัวเพลงร็อคดังกำลังดี กลุ่มควันลอยคลุ้งอยู่เหนือหัวชายหญิงที่กินดื่มอยู่ในมุมมืด  สาวผมบลอนด์สลวยคีบมวน ยาคล้ายบุหรี่เข้าปากดูดจ๊วบๆ! จนหัวมันแดงวาบ 

ขายกัญชาด้วย เข้าไปดูกัน 

 

ตู้ โชว์ขนาดใหญ่ด้านในมีสารเสพติดชนิดสูบถูกจัดวางโชว์สายตา ใบกัญชาหั่นซอยเป็นมวนคล้ายซิการ์ถูกบรรจุหีบห่อไว้อย่างดี นั่นก็เห็ดโคนเห็ดเมาติดป้ายราคาและรายละเอียดขนาดบอกสกุลรุนชาติคล้ายบัตร ประชาชน

 

เกิดที่ไหน ราคาเท่าไหร่ มีสรรพคุณอย่างไร  มีโค้ดกำกับไว้    มองไปสะดุดตาเห็ดเมาต้นหนึ่งที่มีแพ็คเก็จดีกว่าใครและมัน เป็นหนึ่งเดียวที่มาจากเอเชียบ้านเรา come from Thailand”  เราสองคนยิ้มและเผลอชี้ชวนดีใจให้กับมันที่ได้ มาอวดโฉมถึงอัมสเตอร์ดัม

อันนี้หนึ่งยูโร     อันนี้สองยูโร   อันนี้ก็เหมือนกัน  พี่แกเริ่มเสนอขายเมื่อเห็นเรายืนสนใจ  ส่วนกัญชานี้ดีนะ เสพ แล้วไม่เครียด(เพราะคิดอะไรไม่ออกมั้ง)   เสพแล้วตัวเบาเหมือนลอยได้ (ตัวเบาเพราะเงินหมดมั้ง)  เสพแล้วยิ้มอย่างเดียว

(ใกล้บ้าแล้วมั้ง)” 

แกบรรยายสรรพคุณของมันซะขนาดนั้น ด้วยตัณหาและความอยากที่มีเราก็เลยสั่ง...เครื่อดื่มเย็นๆมานั่งจิบ (ซะอย่างนั้น!!!!)   กฎหมายอนุญาติให้ซื้อและเสพได้ในร้านที่จัดให้เท่านั้นตลอดเวลาที่นั่งอยู่จึงเห็นลูกค้าเดินมาซื้อและอัดกันอยู่ในนั้น  ขณะที่ เราได้แต่มองตาปริบๆ 

 

หนึ่งชั่วโมงผ่านไปโต๊ะข้างๆเริ่มเสียงดังเพราะฤทธิ์แอลกอฮออล์และกัญชา บางคนเริ่มเสียศูนย์ตัวเลื้อยไปตามเก้าอี้แทบ จะกองไปกับพื้น บรรยากาศเริ่มชื้น ขุ่น นัว มั่ว เมาไปทั้งร้านรวมทั้งเราสองคนก็เริ่มเคลิ้มตาเยิ้ม เสียงแว่วในหูตามมาหลอน

no เครียด no money และตรูจะcrazy แย้ววว!!!


ผมและพี่หนุ่ยเดินลากขาที่ปวกเปียกออกมาโต้ลมหนาวอีกครั้ง  ราตรีนี้มันช่างมืดมิดไม่ใช่เพราะความอับแสงของคืนเดือนดับ แต่เป็นเพราะไม่รู้แห่งหนว่าจะไปเที่ยวกันที่ไหน  เราโซเซคล้ายจะเสียศูนย์เพราะแรงที่สูญเสียไปกับงานตลอดทั้งวัน  ตอนนี้อ่อนล้าอากาศหนาวเเร้าให้สมองคิดถึงเตียงนุ่มๆ เสียแล้ว  

แต่เส้นทางกลับโรงแรมตอนนี้ทำไมดูคึกคักขวักไขว่ไปด้วยผู้คน  เรารู้สึกแปลกใจพร้อมๆกับหนังตาที่หนักหน่วงกลับเบิกกว้าง อีกครั้ง  ขาเริ่มกระฉับกระเฉงเมื่อได้เห็นมันอีกครั้ง  ตู้กระจก! 

แน่นอนครับ สำหรับทีมงานคุณภาพอย่างเราพระเจ้าย่อมไม่ยอมให้นอนตาหลับง่ายๆหรอกพี่น้อง
ใช่แล้วครับมันเป็นตู้กระจกใสปิ๊งรายเรียงตลอดแนว รอบๆตู้ก็เป็นผู้ชายที่เดินสวนสนามไปมาเหมือนขบวนพาเหรด โอ้โฮ เฮ้ย!  เด็ดว่ะเด็ด”  พี่หนุ่ยยิ้มกว้างจนแทบฉีกถึงใบหู

ตู้สวรรค์ของจริงล่ะเว้ย! แล้วเสียงซอยขาดังพั่บๆๆๆๆ ก็ดังระรัวขึ้นอีกครั้ง

 

อากาศหนาวเหน็บ  แสงไฟสีส้มสาดส่องมายังย่านโคมแดงคล้ายสายตาทั่วโลกกำลังจับจ้องมาอย่างไม่กะพริบ ฟ้ากับเหว จริงๆนะพี่ผมเปรียบเทียบเมื่อกลางวันกับกลางคืน  ตอนนี้เหมือนกับว่าสาวๆสุดเซ็กซี่ทั่วเมืองมารวมอยู่ที่นี่หมดแล้วก็ว่าได้ สาวๆเธอมาในชุดตำรวจสาว หมอสาว แมวสาว สุดเซ็กซี่  บ้างก็เว้านู่น แหว่งนี่  ดูม ดูม !          กางเกงสั้นจู๊ดดด!


การเดินสรวนสนามยังดำเนินไปอย่างคึกคัก ผมกับพี่หนุ่ยเดินโฉบเฉี่ยวซอยนู้นออกซอยนี้มีตู้สวรรค์เป็นฉากสุดอลังการ   แต่ด้วยนักเที่ยวกลางคืนที่มากันหนาตาเดินยั้วเยี้ยทำให้ผมชักสงสัยถึงพฤติกรรมนักเที่ยวบ้านนี้เมืองนี้เสียจริง (ทำตัวมีสาระ)

สมกับเป็นชาวดัตช์ที่แม้จะมืดค่ำก็ไม่ยอมชัตดาวน์ง่ายๆ ไอ้ครั้นจะเข้าไปถามก็คงไม่เหมาะเลยพากันสรุปไปว่าคงเป็นเพราะอากาศที่หนาวเหน็บเลยต้องแก้หนาวด้วยการหาใครมาโอบกอดให้ความอบอุ่นกระมัง  


ว่าแต่ว่าเท่าไหร่ละเนี่ย”   

พี่หนุ่ยสงสัยได้ไม่นานคุณเธอในมาดตำรวจสาวเจ้าของสัดส่วน 40-32-38 ก็เปิดประตูเสียงดังอ๊าาา!!  เอ้ย!ไม่ใช่ ดังแอ๊ด เบาๆออกมาต้อนรับพ่อหนุ่มหัวเกรียนมาดเท่ห์ที่รอท่าอยู่แล้ว    
  ฮาวมาช  ฮาวมาช  หัวเกรียนเข้าประเด็นทันที    แ..่.งเมาอย่างแมวเลย..อย่างนี้ไหวเหรอวะ

เราแซวเสียงดัง(ภาษาไทย) ปะหนึ่งเป็นนักเลงคุมซอย ยูเวรี่........เวรี่..........เวรี่.......แอนด์เวรี่.......”   ปล่อยเขาคุยไปผมก็สอดสายตาเข้าไปด้านในตู้ที่สว่าง จ้าไปด้วยแสงไฟนีออน ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกะทัดรัดแม้จะมีข้าวของ และอุปกรณ์จัดวางเต็มพื้นที่แต่กลับสะอาดตาอย่างไม่น่าเชื่อ

ก๊อกน้ำ เตียงนอน หรือจะเป็นอุปกรณ์ทางเพศ เช่นกระบี่ กระบอง เชือก ดุ้นข้าวหลามก็ตามที  สำรวจด้วยสายตาไม่ทั่วดีตำรวจ สาวก็จูงมือพ่อหนุ่มหัวเกรียนเข้าห้องปิดประตูรูดม่านปล่อยให้เราสองคนได้ แต่จินตนาการถึงบทรักเร่าร้อนภายในตู้สวรรค์ที่แสนจะอบอุ่น

ฮือ ฮือ! เสียงครางเป็นลูกหมา  "อิจฉาว้อย"........

เดินห่างมาจากตู้สวรรค์ได้ไกลแค่ไหนแล้วไม่รู้  เวลานี้คิดแต่จะได้หลบหนาวเข้าไปซุกใต้ผ้าห่มอุ่นๆเสียที  ความคึกคักหายไป หมดสิ้นความเงียบเข้ามาแทนที่  พรุ่งนี้แล้วที่ต้องกลับบ้านและเป็นอีกครั้งที่อารมณ์เหงามักจะเกิดขึ้นเมื่อต้องจากลา..........

 

 

มันอยู่ในเขมร

posted on 17 Aug 2009 13:30 by lek23tann

"สองทุ่มในคืนเดือนหงาย หมู่บ้านแห่งนี้เงียบสงัดมีเพียงเสียงแมลงหรีดหริ่งเรไร คนแปลกหน้าสามคนปรากฎกายเข้ามาปลุกเจ้าของบ้านตื่นขึ้น ผมก้มลงคว้ารองเท้าบู้ทที่กองอยู่บนพื้นรถเก๋งที่นั่งมาร่วมหกชั่วโมงมาวางใกล้ตัวเตรียมจะสวมทันทีที่พวกเราจะบุกตะลุยเข้าไปยังไร่สวนกว้างใหญ่อันรกทึบแห่งจังหวัดไพลินประเทศเขมรเพื่อเข้าไปจับมันมาให้ได้... "

กรุงเทพ-  บช.น. ผย.จย. ส่วนแหลม   หลังการประชุมทีมงานพวกเราได้รู้ถึงปัญหาที่ต้องเอาไปขบและคิดวิธีไขให้ได้(เขียนเฮียไรวะเนี่ย) 1.สถานที่ที่จะไปนั้นมืดมาก 2.เป็นไร่ข้าวโพดรกทึบ แถมด้วยงูพิษชุกชุม!!!!

พวกเราไม่คิดมากกับข้อหนึ่ง แต่ข้อถัดมานั่นล่ะที่คิดหนักเพราะกลัวตาย ถ้าถูกฉกเข้าสักหนึ่งโช๊ะกว่าจะหอบลากกันออกมาจากหุบลึกมาถึงมือหมอ พิษงูคงจะซึมซาบเข้าหัวใจตายกลางไร่ในเขมร เราเลยหาวิธีป้องกันไม่เสี่ยงเอาชีวิตไปทิ้ง

เราถกเถียง วิเคราะห์ ล้งเล้งล้งเล้ง สรุปว่าต้องหาซื้อรองเท้าบู้ทมาใส่

06.00น. เช้าๆง่วงๆผมควบรถพร้อมทีมงานรวมสี่ชีวิตออกจากกรุงเทพ ขับไปหลับไปไม่นานก็ถึงอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ตำรวจตรวจคนเข้าออกตรวจเอกสาร ถ่ายรูปเสร็จก็ข้ามพรมแดนมายังฝั่งเขมร อากาศร้อนอบอ้าวเป็นที่สุด ถนนที่เรากำลังเดินก้าวไปมันแห้งแล้งเต็มไปด้วยฝุ่น

พวกเราแบกเป้ใบโตพร้อมอุปกรณ์เดินผ่านไกด์เขมรที่มาชวนไปเที่ยวโน่นนี่ ผ่านบ่อนคาสิโนหรูที่ขนาบอยู่สองฝั่งถนนจนถึงวงเวียนเล็กๆแห่งหนึ่งที่ตอนนี้ลีขับรถมาจอดรอเราอยู่แล้ว ลีเป็นชาวเขมรที่เรานัดกันไว้ให้มารับไปเมืองไพลิน เมืองเล็กๆที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับรอยต่อจังหวัดจันทบุรี-ตราด ลีว่าใช้เวลาหกชั่วโมงแต่ก่อนอื่นแวะรับพรรคพวกก่อน ลีลงรถไปเรียกใครไม่รู้ขึ้นรถเก๋งอีกคันแล้วขับตามเรามาด้วย ตอนนั้นผมไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดปกติของรถคันนั้นเลยสักนิดเดียว

ลีพาเรามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกโดยมีพวกอีกคันวิ่งตามมาไม่ห่าง ถนนลาดยางสองเลนสวนกันโอบล้อมด้วยไร่นาเขียวเย็นตาแต่ไม่เย็นตัวเพราะแอร์เก่าๆในรถสู้แดดอันร้อนระอุไม่ไหว พอๆกับสภาพเครื่องยนต์ที่โทรมแดดมานาน ออกจากปอยเปตมาไม่ไกลรถบนถนนเริ่มใช้ความเร็วมากขึ้น รถเก๋ง กระบะ โฟร์วีลปาดซ้ายขวากันอุตลุด

 แต่แค่นั้นมันก็ดูจะธรรมดาถ้ารถของลีเป็นพวงมาลัยซ้าย แต่นี่มันพวงมาลัยขวาวิ่งในเขมรที่กฎหมายกำหนดให้รถวิ่งเลนขวา แรงม้าที่มีก็คล้ายจะเป็นแรงวัวแรงแมว พอจะเร่งแซงก็เล่นเอาคนนั่งหน้าด้านซ้ายอย่างผมเสียวทุกทีไปโดยเฉพาะไอ้ตอนแซงแล้วจะดึงรถกลับมาเลนตัวเองนั่นล่ะที่สีข้างผมเกือบจะแถไปกับรถที่สวนมา เห็นแล้วก็เสียวปนหงุดหงิดที่ลีขับไม่ได้ดังใจอยากจะโชวืฝีมือพี่ไทยสักหน่อย

“ไอ้ปาดไปมาอย่างนี้น่ะเด็กๆ ข้าเนี่ยกระโดดเนิน ตะแคงรถ เอาสีข้างวิ่งก็เคยมาแล้ววว    ผ่านมาเย๊อะ เจ็บมาแย๊ะ

เท่าที่เคยไปประเทศเพื่อนบ้าน นับว่าเขมรเป็นประเทศที่มีรถใช้พวงมาลัยผิดฝั่งเยอะที่สุดเพราะถ้าเขมรกำหนดให้วิ่งขวาพวงมาลัยก็ควรจะอยู่ฝั่งซ้าย แต่รถของลีพวงมาลัยขวาครับ จะว่าแปลกก็ใช่ จะว่าไม่ก็ไม่ เพราะตอนที่อยู่กับพี่ๆทหารตามแนวชายแดนไทยเขมรแถบสระแก้วบุรีรัมย์เล่าให้ฟังว่า ถนนเล็กๆที่ขนานไปกับแนวชายแดนตรงนั้นเป็นถนนต้องห้าม !!! ตั้งแต่ดวงตะวันตกดินจนกว่าจะถึงรุ่งเช้าห้ามรถทุกชนิดวิ่งบนถนนเส้นนี้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นมียิง! ยิง ยิง!!

เพราะรถที่ถูกขโมยมาจากฝั่งไทยจะมาวิ่งเข้ากัมพูชาทางนี้เยอะมาก ตอนนั้นพี่ทหารบอกว่ารถยอดฮิตติดยอดจองสูงสุดเป็นวีโก้นั่นล่ะ รถพวกนี้จะถูกเอามาซ่อนจอดในหมู่บ้าน หรือในเมืองที่ยากจะตรวจค้นแล้วรอจนพลบค่ำ ดึกๆ ง่วงๆ จนลิโพฯ ลูกทุ่งฯ เอ็มย้อยฯ บาวแดง (นี่ก็ไม่ได้มาโคด-สะ-นานะครับ) หมดฤทธิ์ เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มพวกเหยียบคันเร่งมิดบุกตะลุยผ่านถนนเส้นนี้วิ่งลงข้างทางฝ่าห่ากระสุนที่พี่ๆทหารยิงสกัด ถ้าหลุดรอดไปได้ก็เตลิดเข้าป่าทุ่งระเบิดไม่ตูมตามขึ้นมาก็หลุดเข้าฝั่งเขมรในที่สุด บ๋ายบาย..วีโก้ กระบะสู้เศรษฐกิจ(นี่ก็ไม่ได้มาโคด-สะ-นานะครับ)

 

เข้าเขตพระตะบองลีหักเลี้ยวเข้าถนนลูกรังเป็นหลุมบ่อเปื้อนฝุ่นแดงเถือกคลุ้งอยู่บนอากาศ ลีว่าพวกเราจะโขยกเขย่าไปอีกสี่ชั่วโมงก็ถึงไพลิน ไม่รู้จะทำอะไรเห็นลีกำลังเร่งเสียงเพลงเลยถามหาเพลงฮิตของเขมรมากระแทกหูสักหนึ่งบทเพลง “โอ๊ววว!! ตะรับมะรัยย สะตรึงตร๊อนนน สะตรัยตรึรรงง” ไอ้ที่เห็นตัว รรร เยอะๆ นี่ผมไม่ได้มั่วนะครับ ถ้าใครเคยฟังเขมรจะรู้ว่า ร เรือที่นี่ เพียบ!

ลีบอกว่าคนที่ขับรถไล่หลังมาเป็นน้องชาย รถที่เห็นเป็นรถที่ใช้ขนแมลงจากไพลินเข้าปอยเปต ถ้าจะเอาเพลงร็อคต้องไปฟังคันนู้นเลยเพราะน้องแกชอบตูน บอดี้แสลม ผมหันไปมองเขมรผู้คลั่งตูนกำลังโยกหัวใส่จังหวะร็อคอยู่หลังพวงมาลัยจนมืดค่ำ

 

ความมืดเข้าปกคลุมเมืองไพลิน อากาศเย็นลง จันทร์ข้างขึ้นประมาณสิบค่ำสาดแสงนวลลงมายังท้องทุ่งเวิ้งว้างไม่ให้ไร่นามืดเกินไปนัก ทันทีที่พวกเรามาถึงไร่นากลางหุบแห่งนี้ก็เข้าหาผู้ใหญ่บ้านให้พาเราไปยังพื้นที่ทันที ผมเตรียมอุปกรณ์ ดวงไฟและแน่นอนว่าไม่ลืมสวมรองเท้าบูทที่ขนมาจากกรุงเทพ ผักหวานหนึ่งในทีมงานแบกอุปกรณ์ทั้งหมดจนหลังโก่งเดินตามผมคอยส่องไฟตามทางเดินอยู่ไม่ห่าง ความเงียบสงัดอย่าว่าแต่ได้ยินเสียงใบหญ้าที่ถูกย่ำแหวกออกเป็นทาง แม้แต่เสียงหายใจยังชัดในรูหู

 

ผู้ใหญ่เดินนำอยู่หน้าสุดเก้าวเท้าฝ่าไร่ข้าวโพดไปอย่างรวดเร็ว ระหว่างเดินตามผมกวาดสายตาซ้ายขวาเห็นเทือกไร่กว้างใหญ่สุดสายตา ผู้ใหญ่คอยมองหาเป้าหมายอย่างตั้งใจแม้จะรู้ว่าคืนเดือนหงายอย่างนี้เป็นอุปสรรคในการไล่ล่าของเราในคืนนี้ ถึงอย่างนั้นเราทั้งหมดก็ยังจดๆจ้องอยู่ในความมืดจนกว่า....จะได้มัน

 

ทุกอย่างอยู่ในความเงียบ แต่แล้วเมื่อพี่ต่อแหวกเข้าไปในกอไม้ถึงรู้ว่าพวกมันซุ่มอยู่กันเต็มไปหมด พรึ่บพรั่บพรึ่บพรั่บ!!!! มันโดดไปมาบ้างโดดเข้าใส่พวกเราจนบางคนร้องเสียงหลง เอ๋ง เอ๋ง!! (อะพูดเล่น) เฮ้ย!มันโดดเข้าใส่

 

จับ จับ จับ!!

 ฮึบ ฮึบ ฮึบ!!

 ได้แล้วได้แล้ว  พี่ต่อจับได้ปั๊บหันมาคุยกับกล้องอย่างหน้าชื่นบาน

“ได้แล้วค่ะ ตั๊กแตนปาทังก้าที่เราออกตามหาค่ะ” พิธีกรสาวดีใจเมื่อจับปาทังก้า แมลงที่คนไทยชอบกินมากที่สุดชนิดหนึ่งอยู่ในมือ

ผู้ใหญ่ว่าตั๊กแตนปาทังก้าจะกัดกินใบข้าวโพดเสียหายจนชาวไร่ต้องคอยมาไล่จับอยู่ประจำ แกว่าให้มองไปรอบๆจะเห็นแสงไฟวับๆอยู่เป็นหย่อมๆทั่วไร่ข้าวโพด ชาวบ้านใช้ไฟฉายคาดหัวแล้วเดินจับปาทังก้า จับ จับ แล้วก็จับ อย่างนี้ทุกๆวัน ไม่ให้มันมากัดกินข้าวโพดเสียหาย

วันดีคืนดีจากศัตรูพืชกลายมาเป็นแมลงทำเงินเพราะพี่ไทยเราสั่งปาทังก้าไม่อั้น ไร่แห่งนี้ยามค่ำคืนเลยสว่างเรืองรองไปทั้งหุบ ตกดึกพ่อชวนลูก ลูกชวนเพื่อนกันออกมาไล่จับปาทังก้าอย่างมีความสุขอย่างนี้ต้องบอกว่า “ปาทังก้า ตั๊กแตนสู้เศรษฐกิจ”

เช้าตรู่ชาวบ้านขี่มอเตอร์ไซค์ที่ดัดแปลงเป็นสามล้อ สี่ล้อบรรทุกปาทังก้ามาส่งที่บ้านผู้ใหญ่ ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงกระสอบสีฟ้าด้านในเป็นปาทังก้าล้วนๆกว่าสี่สิบกระสอบก็กองเต็มลานหน้าบ้านพร้อมจะขนเข้าประเทศไทยที่ด่านปอยเปต-อรัญฯ  แต่ก่อนจะขนไปต้องเอาปาทังก้าไปล้างน้ำก่อน

ละครกำลังเล่นในโหมดเนิบนาบ ดนตรีแสนเศร้าคลอให้คนดูเห็นใจในซีนไอ้คล้าวสะอึกตาเกือบถลนเมื่อค่าตัวทองกวาวสูงถึงสิบหมื่น แล้วดนตรีก็ดังคึกคักตัดอารมณ์เปลี่ยนเป็นโหมดสดชื่นไอ้เจิดลูกเศรษฐี(ใช่มั้ยว้า)ยืนกระดิกนิ้วหัวแม่ทีนรอท่าสมน้ำหน้าไอ้คล้าวคนจน

คล้ายกัน เมื่อผู้ใหญ่จ่ายตังค์ค่าปาทังก้าให้ชาวบ้านเสร็จโหมดเนิบนาบก็เปลี่ยนไปเมื่อเสียงดนตรีคุ้นหูดังเข้ามาใกล้ เพลงร็อคกระเทือนแก้วหู สตึ้บ สตึ้บ หันไปเห็นน้องชายลีผู้คลั่งตูน บอดี้แสลมในชุดเสื้อกล้ามสีส้มกางเกงยีนส์ขับรถเก๋งเข้ามาขนปาทังก้า ผมเดินตามเข้าไปเก็บภาพการขนปาทังก้าขึ้นรถเก๋งพร้อมๆกับสงสัยว่าจะต้องใช้รถกี่คันถึงจะขนไปได้หมด แต่เมื่อเข้าไปใกล้ก็ใจเต้นโครมคราม นี่มันสุดอันซีนว่าแล้วก็ขออุทานให้เกียรติ

โอ้โฮ! ฮุนเซ็น นวลเจีย พอลพต เขียวสัมพัน (มากันหมด)

 

รถคันนี้เบาะหลังหายไป คอนโซลท้ายไม่มี พื้นรถโล่งเห็นโครงเหล็กเป็นดุ้นๆ คันนี้เอาไปถ่ายเรื่องทรานส์ฟอร์เมอร์ได้มั้ยเนี่ย มิ๊น่าล่ะถึงขนได้เพียบจนท้ายรถห้อยโช้คแทบแตก อย่างนี้ต้องบอกว่า โตโยต้า รถเก๋งสู้เศรษฐกิจ (นี่ก็ไม่ได้มาโคด-สะ-นานะครับ)

 

น้องของลี(ต่อไปนี้เรียกว่าตูน)บอกว่าขับไปล้างที่ลำธารใกล้หนึ่งกิโลฯก็ถึง ผมพยักหน้าหงึกๆ (ฟังไม่รู้เรื่อง ภาษามือลูกเดียว) ทางลูกรังแคบๆพาผมมาถึงลำธารเล็กๆที่ตัดผ่าถนนเส้นนี้จนขาดออกจากกัน ผมให้ภาษามือว่าจอดตรงนี้แล้วออกรถไปที่ลำธารได้เมื่อผมให้สัญญาณ ได้มุมดีห่างจากน้ำแค่ก้าวเดียว ขยับเท้ายืนให้มั่นกวักมือเรียกตูน

 “มาเลย” (ไม่รู้จะให้เสียงภาษาไทยทำไม)

ตูนออกตัวด้วยรอบเครื่องยนต์สูงเป็นพิเศษ ฮื่น ฮื่น! แค่นี้ทำเร่งเครื่องเรียกความสนใจสมกับเป็นหนุ่มพันธ์ร็อคทำอะไรต้องเร็ว แรง รถไหลมาใกล้เต็มทีผมเตรียมแพนกล้องลงต่ำจนเกือบจะแตะน้ำ ยิ่งใกล้ตูนยิ่งเร่งเครื่อง ฮื่น ฮื่น! เลียคลัทช์ ย้ำ ย้ำ ฮื่น ฮื่น ฮื่น! แล้วเหตุอันซีนครั้งที่สองก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ตูนสวมวิญญาณสตั๊นท์แมนพารถทะยานกระโจนลงน้ำดังตูมจนน้ำบาน

“เฮ้ย! เขาพระวิหาร อังกอร์ นครวัด”

อารามตกใจกับเจ้ารถทรานส์ฟอร์เมอร์ไม่รู้มันจะแปลงเป็นเรือดำน้ำหรือยังงัย ล้อรถจมน้ำหายไปกว่าครึ่ง คลื่นน้ำที่ถูกแหวกออกไหลบ่ากระแทกตลิ่งแล้วตูนก็พารถไต่ขึ้นไปหามุมอีกด้านหนึ่งจึงเปิดประตูออกมาขนกระสอบปาทังก้าโยนลงน้ำ

 

สลัดความอึ้งหายไปรีบถอดรองเท้าถลกขากางเกงขึ้นแล้วเดินลุยน้ำลงไป ได้ความว่าบางช่วงน้ำลึกเกือบถึงหัวเข่า ตูนทยอยเอาป่ทังก้าลงมาเกลือกกลิ้งในน้ำจนหมดแล้วเดินไปเอาน้ำแข็งที่พวกกันป่นด้วยเครื่องมาที่รถ ตอนนี้ในลำธารเต็มไปด้วยพ่อค้าแมลงเอาปาทังก้ามาล้างน้ำเต็มไปหมด รถเก๋งทุกคันไม่มีเบาะหลังกระโจนลงน้ำทีละคันทีละคัน

 

กระสอบแมลงสีฟ้าลอยน้ำเป็นร้อยๆกระสอบ ตูนคว้าเอาผ้าใบผืนใหญ่มาปูที่ท้าย และกระโปรงรถ เทน้ำแข็งลงไปจนทั่วแล้วเอากระสอบแมลงที่ยังเจิ่งน้ำวางเรียงลงไปทีละกระสอบจนทั่วแล้วเอาน้ำแข็งเทซ้ำลงอีกชั้นก่อนจะเอาแมลงลงไปอีก ทำอย่างนี้จนเต็มทั้งคั

 

หลังจากนี้ตูนมีท่าทีเร่งรีบเพราะจะรีบเอาแมลงไปส่งที่ด่านชายแดนให้เร็วที่สุด ถ้าแมลงตายราคาจะตก การน็อคน้ำแข็งจึงจำเป็นมากโดยเฉพาะการล้างน้ำ พ่อค้าแถวๆนั้นกระซิบบอกว่าจริงๆไม่ต้องล้างก็ได้แต่ถ้าล้างแล้วเอาไปชั่งขายมันได้น้ำหนักดีกว่าได้เงินเยอะกว่า 

 ฮั่นแน่! หัวหมอนะแก

แต่แค่นี้เด็กๆ เรื่องเพิ่มน้ำหนักพี่ไทยเราเล่นเอาตะกั่วมาถ่วงหัวกุ้งก็เคยมาแล้ว  บอกแล้วว่าผ่านมาเย๊อะ เจ็บมาเย๊อะ

ปล.(ปาทังก้าลิขิต) รองเท้าบู้ทใช้ดีมาก เหยียบขี้วัวขี้ควายเละ แต่ไม่เจองูสักตัว   ระหว่างทางเอาปาทังก้ากลับไปส่งที่ปอยเปต รถตูนพังเลยต้องเอารถเราลากไป ตูนเลยอยู่ในสภาพนี้(ฟังเพลงความเชื่อประกอบจะได้อารมณ์)

 

#################